บินต่างประเทศบ่อยมาก” มีใครโดนใจเราบ้างมั้ย? “โดนใจเหรอ จริงๆ ก็ยังไม่มีนะ ถ้ามีรับรองจะบอกแน่ ว่าคนนี้แหละ สำหรับริต้า

วันพุธ

Aya arya pradana


aya pradana
aya pradana thai star

วันพฤหัสบดี

Happy Birthday

แฮปปี้เบิร์ธเดย์


เรื่องย่อ

ของขวัญที่สำคัญที่สุดของคุณคืออะไร? สำหรับเขา คือ...เธอ
เรื่องราวความรักของชายหนุ่ม “เต็น” และหญิงสาว “เภา” ที่บุพเพฯ นำพาให้ทั้งสองได้พบรักกัน โดยมีหนังสือท่องเที่ยวเป็นสื่อกลาง หนังสือเล่มที่เต็มไปด้วยข้อความที่ถูกเขียนส่งต่อให้กันและกัน โดยที่ทั้งสองยังไม่เคยพบหน้ากัน...จนเมื่อได้พบกันโดยบังเอิญแล้ว ความคุ้นเคยและความสนิทสนมที่เคยผ่านตัวหนังสือมาแล้ว ก่อเกิดขึ้นกลายเป็นความรัก พร้อมถ้อยคำมั่นสัญญาว่าพวกเขาจะไม่ทอดทิ้งกัน
ตราบนิรันดร์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

เรื่อง ราวความรักของชายหนุ่มและหญิงสาวที่บุพเพสันนิวาส ชักนำให้พวกเขาได้มารู้จักกันผ่านตัวหนังสือ ในหนังสือท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยข้อความที่ถูกเขียนส่งต่อให้กันและกัน โดยที่พวกเขาไม่เคยพบหน้ากัน …แต่มันได้กลายเป็นสื่อกลางที่ทำให้ความรู้สึกผูกพันเกิดขึ้นในใจของทั้ง 2 คน …และนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้คนมือบอน 2 คนมารู้จักกัน

เต็น ช่างภาพหนุ่มภาคสนามของนิตยสารท่องเที่ยวฉบับหนึ่ง เป็นผู้เต็มไปด้วยอุดมการณ์ ได้มารู้จักกับ เภา ไกด์สาวผู้เดินทางท่องเที่ยวมาแล้วทั่วประเทศ ผ่านทางตัวหนังสือที่เภา มักจะแอบเขียนข้อความฝากไว้ใต้ภาพในนิตยสารท่องเที่ยวในร้านขายหนังสือแห่ง หนึ่งทุกครั้ง หลังจากกลับจากเดินทางครั้งแล้วครั้งเล่า

เต็น ไม่พอใจที่เห็นคนมือบอนเขียนลงในหนังสือท่องเที่ยวเล่มนั้น เขาจึงเขียนข้อความฝากไปถึงคนมือบอนคนนั้น จนกระทั่งได้พบกับ เภา ที่ปางอุ๋ง แม่ฮ่องสอน ….จุดเริ่มต้นของการสานสัมพันธ์คนทั้งสอง

พวกเขานัดเจอกันครั้งแล้วครั้งเล่า เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ด้วยกัน ทั้งคู่ตกลงสัญญาว่าจะดูแลกันและกันตลอดไป

เรื่อง ราวระหว่างพวกเขาดูเหมือนจะไปได้ดี กระทั่งมาถึงวันครบรอบวันเกิดของเต็น เภาซึ่งเตรียมหาของขวัญมาให้ แต่มีเหตุการณ์บางอย่างทำให้ของขวัญชิ้นนั้นไม่ถึงมือเขา แต่คำสัญญาที่ทั้งคู่เคยให้ไว้ต่อกัน เป็นดั่งคำมั่นที่ เต็น ยังคงเก็บไว้และรอคอยว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะได้อยู่ร่วมกันตลอดไป

ผู้กำกับเปิดใจ

“เรื่อง นี้เป็นเรื่องจริงของคนทั้งโลก เป็นเรื่องจริงที่เกิดในซอกหลืบเล็ก ๆ ในสังคมบ้านเรา ซึ่งถ้าเราเจาะลึกลงไปจริง ๆ แล้วเรื่องราวเหล่านี้ในสังคมมันมีเยอะมาก แต่เราไม่ได้สนใจกันเท่านั้นเอง มันเป็นเรื่องของพลังงานความรักที่มันมหาศาล อย่างคน ๆ หนึ่ง ที่ไม่มีสภาพที่จะดูแลตัวเองได้ เค้ามีชีวิตอยู่ได้ด้วยอะไร อะไรหล่อเลี้ยงเค้า มันก็คือความรักของคน ๆ หนึ่ง ถ้าไม่มีความรักหล่อเลี้ยงเค้าคงตายไปแล้ว คน ๆ นี้อยู่ได้ด้วยพลังงานความรักของอีกคน อย่างคนในวงการบันเทิง สิ่งที่เราพบเห็นอยู่ และยังพูดถึงอยู่ทุกวันนี้ก็คือ ความรักของคุณแม่ ที่มีให้กับคุณอโนเชาว์ ยอดบุตร ความรักของคุณพ่อ ที่มีต่อ บิ๊ก ดีทูบี หรือความรักของบุคคลทั่วไปอย่าง ป้าศรีกับลุงแม้น ป้าต้อยกับยายติ่ง อะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด ซึ่งมันต้องเป็นความรักที่มากกว่าหนุ่มสาวทั่ว ๆ ไป ถ้าคุณไม่มีพลังงานของความรักเยอะขนาดนั้นเนี่ยคุณก็อยู่ไม่ได้ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับความรักในสังคมปัจจุบัน เมื่อหมดรักแล้วเค้าก็ยังสามารถมีชีวิตอยู่กันได้ แต่ถ้าเป็นสถานการณ์ตรงนั้น เมื่อหมดรักแล้วคน ๆ หนึ่งมันอยู่ไม่ได้ ซึ่งผมมองว่าพลังงานความรักของคนพวกนี้เยอะมาก และพวกเค้าก็โคตรรักกันเลย จากนั้นก็เลยจับมาปรับเป็นความรักของหนุ่มสาว ซึ่งแค่เป็นแฟนกัน ไม่ใช่สามีภรรยา เอาให้สุดโต่งเลย ซึ่งจะเห็นความรักของชายคนหนึ่งในรูปแบบนี้ อย่าถามว่ามีมั้ย แต่อยากให้คิดว่าคุณอยากได้ผู้ชายแบบนี้มั้ย?????”


พูดถึงนักแสดง

สาเหตุที่เลือก ฉายนันทน์ มโนมัยสันติภาพเพราะ เรื่องนี้นักแสดงหญิงจะต้องโกนผม โดยแอม-ฉายนันทน์ รับปากที่จะเล่นบทนี้ทันทีโดยไม่คิดมาก ถือได้ว่าแอมเป็นคนที่เสียสละให้กับหนังเรื่องนี้มาก ผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องลุกขึ้นมาโกนหัว เป็นอะไรที่สุดยอด ส่วนอนันดา เป็นคนแรกที่อ่านบทเรื่องนี้แล้วสนใจ แต่ก็บอกว่าเพิ่งผ่านภาพยนตร์มาด้วยกันหนึ่งเรื่อง เขาชอบและอยากเล่น แต่ก็ขอเป็นตัวเลือกสุดท้ายถ้าหาใครเล่นไม่ได้ สุดท้ายเราก็หาไม่ได้จริง ๆ เพราะพอนำบทภาพยนตร์เรื่องนี้ให้นักแสดงหลายคนอ่าน บางคนก็บอกว่ามีธุระ ติดคิวบ้าง ก็มีบางคนที่ไม่กล้าเล่น เพราะอ่านบทแล้วตัวบทค่อนข้างจะเน้นความสำคัญไปอยู่ที่ตัวผู้ชาย ซึ่งเป็นซีน (Scene) ที่ต้องแสดงอารมณ์ตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งหลายคนดูแล้วก็ต้องขอตัว”

“พูดถึง นักแสดงทั้งสองคน โตขึ้นเยอะมาก อนันดาไม่ต้องพูดถึงเพราะว่าความเป็นมืออาชีพ ความเป็นนักแสดงของทั้งสองคนนี้ ณ วันนี้ ผมถือว่าเป็นวัตถุดิบที่ดีมาก ๆ สำหรับคนที่เรียกตัวเองว่าผู้กำกับ คุณอยากให้เค้าเป็นอะไร คุณก็ปั้นเลย คุณเป็นช่างปั้น สองคนนี้เป็นวัตถุดิบที่ดีที่คุณจะปั้นให้เค้าเป็นอะไรก็ได้ ผมได้ทำงานกับทั้งสองคนนี้ สองเรื่องนี่ผมรู้แล้ว ในวงการนี้ทั้งสองคนสามารถเป็นอะไรได้ทุกอย่าง มันอยู่ที่ผู้กำกับ ผมกล้ารับประกัน ได้ทำงานกับเค้า 2 คน มันอยู่ที่ตัวคุณเลย คุณคนที่กำกับเค้าว่า อยากให้เค้าเป็นอะไร”

เปิดกล้อง “แฮปปี้เบิร์ดเดย์” บวงสรวงแบบเล็กๆ
ผู้กำกับพงษ์พัฒน์ทำพิธีแทนพราหมณ์ส่วนนางเอกต้องเตรียมโกนผม
24 มกราคม 2551 / ณัฎฐ์ธร กังวาลไกล รายงาน



หลังจากมีข่าวเตรียมงานออกมาไม่นาน ผลงานกำกับเรื่องที่ 2 ของพงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ก็เปิดกล้องอย่างเป็นทางการ ซึ่งทำพิธีกันช่วงบ่ายที่ตึกจัสมิน ทาวเวอร์ ที่ตั้งฐานทัพของโมโนฟิล์ม โดยพงษ์พัฒน์เป็นผู้ทำพิธีแทนพราหมณ์เองในรูปแบบเล็กๆ ที่คนธรรมดาสามารถทำได้ เขาเลือกเช่นนี้เพราะเห็นว่าเป็นหนังฟอร์มเล็กๆ และเป็นการประหยัดเวลา โดยทีมงานและนักแสดงมาร่วมกันครบ ถ้าใครได้ดูหนังเรื่องแรกของพงษ์พัฒน์ จะรู้ดีว่าเขาสามารถทำหนังรักได้โรแมนติกมากขนาดไหน แถมละครเรื่องก่อนหน้าของเขา “เมื่อดอกรักบาน” ก็ยังเป็นเรื่องรักซาบซึ้งด้วยอีก และด้วยความชอบที่เขามีต่อหนังรักนี่เอง ทำให้ผลงานเรื่องใหม่เรื่องนี้ของเขาก็เป็นโรแมนติก ดราม่าเช่นเดิม โดยในเรื่องนี้เขาตั้งใจจะถ่ายทอดความรักในแง่มุมของการเอาใจใส่กันและกัน ของคนสองคน“แฮปปี้เบิร์ดเดย์” เป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งระหว่างผู้กำกับและคู่พระนางจาก “Me,myself ขอให้รักเราจงเจริญ” อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม กับแอม- ฉายนันทน์ มโนมัยสันติภาพ แต่ในตอนแรกพงษ์พัฒน์ไม่ได้วางบทไว้ให้กับทั้งคู่ เขาอธิบายเหตุผลว่า “ช่วยไม่ได้เพราะหาใครไม่ได้ สำหรับพระเอก จริงๆ นักแสดงเลือกไว้หลายคน ไม่ว่าจะฮิวโก้(จุลจักร จักรพงษ์)แต่เขาก็ติดงานต่างประเทศ ส่วนชาคริต แย้มนามก็คิวไม่ว่างเลย เพราะเราต้องเปิดกล้องแล้ว อันที่จริงอนันดาเป็นคนแรกที่อ่านบทเรื่องนี้นะ ตั้งแต่ตอนทำ “Me,myself” เขาบอกว่าถ้าหาใครไม่ได้ ให้เลือกเขา สุดท้ายก็หาใครไม่ได้จริงๆ”


ส่วน อนันดา ดาราหนุ่มที่มีงานชุกมากสุดๆ คนหนึ่ง เรื่องนี้เขาจะมารับบทเป็นช่างภาพที่ชอบถ่ายรูปเป็นชีวิตจิตใจ หลายคนอาจจะคิดว่าตัวอนันดาเป็นพระเอกขาประจำของพงษ์พัฒน์ แต่สำหรับอนันดามันก็ไม่ได้ถึงขั้นนั้น “เราเคยบอกพี่อ็อฟ(พงษ์พัฒน์) ว่าผมชอบเรื่องนี้ ขอให้พี่เขียนเสร็จก่อนแล้วค่อยมาคุยกันว่าจะเป็นผมหรือเปล่า แล้วก็เป็นเรื่องบังเอิญที่เป็นผมกับแอมนะ ตอนแรกไม่ใช่เลย แต่ได้ยินว่าเป็นแอมกับคนอื่น แล้วได้ยินว่าจะต้องมีการโกนผมและแอมอาจจะยอม ผมก็เลยโทรไปหาแอม แอมก็บอกว่าไม่รู้เรื่องเลย ผมเลยโทรไปหาทางกองถ่าย พอดีโปรดิวเซอร์เขากำลังจะคุยกับพี่อ็อฟเรื่องนักแสดง ยังหาคนไม่ได้ เราโทรไปพอดีตอนนั้น คือตอนนั้นเราแค่อยากรู้ว่าใครเล่น และใครจะต้องโกนผม เพราะเรางงเรื่องนี้ เขาก็บอกว่ายังหาคนไม่ได้ แล้วก็ถามเราว่าเราว่างไหม? ก็กลายเป็นว่างพอดี ก็เลยมาเป็นผม” ความหนักใจในเรื่องเตรียมตัวเพื่อแสดง สำหรับเรื่องนี้ อนันดาบอกว่าไม่ต่างจากเรื่องอื่น เพียงแต่ว่าเวลาเตรียมตัวมีน้อย แล้วบทค่อนข้างจะหนัก เขามีเวลาไม่ถึงอาทิตย์เพื่อจะเตรียมงาน “ก็หวาดเสียวอยู่เหมือนกัน พยายามจะเจอและคุยกับพี่อ็อฟอยู่บ่อยๆ จะได้คุยถึงตัวละครเพื่อทำความเข้าใจ”

สำหรับ คำถามที่ว่า การที่อนันดาแสดงหนังหลายเรื่องจะเป็นผลให้คนดูเบื่อหน้าเขาหรือเปล่า พงษ์พัฒน์ไม่กังวลต่อเรื่องนี้ “สมัยก่อนก็มี อาแอ๊ด สมบัติ เมทะนีนะ ที่เล่นเป็นร้อยเรื่อง..ถ้าถามผมว่า ผมคิดอะไรกับตรงนี้ไหม ผมว่าก็ดีครับ ก็เป็นโจทย์ที่ท้าทาย หน้าที่ของเราคือทำไงก็ได้ให้เขาดูแตกต่างจากเรื่องอื่นที่เขาเล่น แล้วก็ทำให้เขารู้สึกว่า เขาเป็นอีกคนในภาพวาดภาพเขียนของเราน่ะครับ” สำหรับนางเอก โดยข้อบังคับจากบทที่ต้องโกนหัว จึงต้องเป็นคนที่พร้อมเล่น และได้มีการเปิดรับสมัครนักแสดง แต่ก็ไม่สามารถหาผู้ที่จะมารับบทได้ จนต้องกลายเป็นแอม พงษ์พัฒน์ได้อธิบายเรื่องนี้เพิ่มว่า “ปัญหาคือเราติดต่อนักแสดงทั่วไป มีฉากที่จะต้องตัดผม มันจะเป็นปัญหาใหญ่ของเขา” ตอนแรกแอมก็ติดละครทีวี แต่เธอก็ถอนตัวจากเรื่องนั้นเพื่อมาร่วมงานกับเรื่องนี้แทน แอมกล่าวว่าเสียดายที่ไม่ได้ลองเล่นละครทีวี “แต่ว่าอยากเล่นหนัง โชคดีที่เรื่องนั้นยังไม่ได้ถ่าย” แอมบอกว่าเธอได้ยินพงษ์พัฒน์จะทำหนังเรื่องนี้มานาน ระหว่างที่เขาเตรียมงานพัฒนาบทไป เธอก็ได้ยินข่าวอยู่เรื่อยๆ ได้ยินว่าเขาหานางเอก สุดท้ายก็มาเป็นเรา ก็ดีใจค่ะ...คือเรื่องนี้ได้ยินว่าอิงมาจากเรื่องจริง ไม่ใช่ทั้งหมดนะค่ะ เป็นเรื่องที่เศร้ามาก

ผู้หญิง ป่วย และผู้ชายคอยดูแล ถ้าถามว่าเรื่องนี้ยากไหม ก็ไม่ยาก มีฉากต้องนอนนิ่งๆ บนเตียงครึ่งเรื่อง แต่จะมีบางทีพระเอกจินตนาการว่านางเอกลุกขึ้นมาคุยด้วย...ตอนนี้ก็เรียนการ แสดงกับหม่อมน้อย (ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล) ได้เรียนเยอะเลย ก็ดีค่ะได้เตรียมตัวก่อน”แอมกล่าวถึงตัวละครในเรื่องนี้ของเธอว่า “เป็นไกด์ค่ะ ชอบธรรมชาติ เป็นคนง่ายๆ สบายๆ ลุยๆ หน่อย ไม่แฟชั่น ก็ต้องปรับจากเรื่องก่อน ยิ่งพระเอกเป็นคนเดิม เราจะต้องให้ความสำคัญเรื่องการเปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่งเลย เรื่องนี้จะไม่มีภาพของอุ้ม (ตัวละครของเธอใน Me,myself) เลย มันคนล่ะคนกัน” พงษ์พัฒน์กล่าวว่า สำหรับเรื่องนี้เขาต้องทำการบ้านพอสมควร เพื่อหาวิธีการนำเสนอที่เหมาะสมมาใส่ในหนัง หนังเรื่องนี้ก็แตกต่างจากหนังเรื่องก่อน “ภาพยนตร์คนล่ะเรื่องกัน วิธีเล่าเรื่องก็ต้องปรับตามตัวภาพยนตร์ที่เราอยากจะนำเสนอ มันก็น่าจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนพอสมควร”

พงษ์พัฒน์ ไม่อยากให้คนดูให้ความคาดหวังว่าหนังเรื่องนี้จะดีกว่าหรือเทียบเท่ากับ เรื่องก่อน “ไม่อยากให้คาดหวังอะไรเพราะว่า คำว่าประสบความสำเร็จของภาพยนตร์ไทยมันก็วัดกันยาก เอาเป็นว่า หนังเรื่องนี้ผมและทีมงานรวมทั้งนักแสดงด้วย ตั้งใจทำขึ้นมา เพื่อให้ชมกันสนุกๆ อยากให้คิดเสียว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกของผม จริงๆ แล้วศิลปะภาพยนตร์ก็ทำเรื่องแรกตลอด เหมือนที่ธนิตย์ จิตนุกูลก็ไม่เคยทำ “รักสยามเท่าฟ้า” มาก่อน ก็ทำ“รักสยามเท่าฟ้า” เรื่องแรก ผมก็ทำ “แฮปปี้เบิร์ดเดย์”เรื่องแรกนะ”นอกจากอนันดาแล้ว นักแสดงสมบทหลายคนก็เป็นหน้าใหม่สำหรับหนัง แต่เคยผ่านโฆษณาและมิวสิควีดีโอมาก่อน ยกเว้น อิซเบล เลเต้ ที่เคยแสดงให้ “เก้าพระคุ้มครอง” และห่างหายจากภาพยนตร์ไทยไปนานถึง 8 ปี ในส่วนของตากล้องก็คือสยุมภู มุกดีพร้อม ที่เคยถ่าย “สยิว” และ “สุดเสน่หา” มาแล้ว ภาพยนตร์เรื่อง “แฮปปี้เบิร์ดเดย์” มีกำหนดฉาย 3 กรกฎาคม 2551 ครับ ตอนนี้อ่านเรื่องย่อไปก่อนครับ

high society

High Society ได้รับรางวัลโปรดักชั่นจากอิตาลี
27 พฤศจิกายน 2551


หลังจากที่ได้รับการคัดเลือกเข้าโปรเจ็คกับเทศกาลหนังต่าง ๆ มาตั้งแต่เมื่อต้นปีนี้ ทั้งฮ่องกง ปารีสโปรเจ็ค ล่าสุดโปรเจ็คหนังเรื่องใหม่ High Society ของอาทิตย์ อัสสรัตน์ ก็ได้รับการคัดเลือกเข้าโครงการ "ตูรินฟิลม์แล็บ" จากเทศกาลหนังตูริน ประเทศอิตาลี และได้รับรางวัลการผลิต หรือ Production Awards ในที่สุด รับเงินรางวัลกว่า 4 ล้านบาท

ทางเทศกาลให้เหตุผลที่ให้รางวัลกับ High Society เพราะการรักษาธีมเรื่องร่วมสมัยที่เป็นสากลในเชิงบทกวี

็High Society เป็นภาพยนตร์จากเิอเชียเรื่องเดียว จากจำนวนทั้งสิ้น 8 เรื่อง ดังนี้

AGUA FRIA DE MAR – by Paz F?brega (first feature film), Costarica
THE FOUR TIMES –by Michelangelo Frammartino (second feature film), Italy
HIGH SOCIETY - by Aditya Assarat (second feature film), Thailand
HOME AWAY FROM HOME - by Katr?n ?lafsd?ttir (first feature film), Iceland
THE MAN WHO HIDES THE FOREST - by Bertrand Mandico (first feature film), France
PUNTA DEL ESTE – by Juan Pittaluga (second feature film), Uruguay
RED CROSS – by Hugo Vieira da Silva (second feature film), Portugal
SEVEN WORKS OF MERCY – by Gianluca & Massimiliano De Serio (first feature film), Italy

High Society ของอาทิตย์ อัสสรัตน์ และ Lunch ของอโนชา ได้รับการคัดเลือก พบผู้ลงทุนที่ปารีส
©thaicinema.org / 30 มิถุนายน 2551
LINK :



หลังจากที่ High Society ของอาทิตย์ อัสสรัตน์ ได้รับการคัดเลือกเข้าโปรเจ็ค HAF ที่ตลาดหนังฮ่องกงเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และโปรเจ็ค Thai Pitch ซึ่งริเริ่มโดยพันธุ์ธัมม์ ทองสังข์ โดยความช่วยเหลือของสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม
ล่าสุด High Society ก็ได้รับการคัดเลือกเข้าโครงการ “ปารีสโปรเจ็ค” ของเทศกาลหนังภาพยนตร์ปารีสในขณะนี้

นอกจากนี้ หนังสั้นเรื่อง Lunch ของอโนชา สุวิชากรพงษ์ก็ได้รับการคัดเลือกในส่วนของ Post-production Project

“ปารีสโปรเจ็ค” เกิดจากการริเริ่มของเทศกาลหนังดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2003 ที่จะให้คนทำหนังจากทั่วโลก มาพบปะพูดคุยกับแหล่งทุนต่าง ๆ โดยแบ่งลักษณะของโปรเจ็คออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ ได้แก่

1. โปรเจ็คที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา (Projects-in-development) ซึ่ง High Society ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 13 โปรเจ็ค

2. โปรเจ็คโพสต์โปรดักชั่น เป็นหนังที่ถ่ายทำเสร็จแล้ว และต้องการผู้ร่วมลงทุนเพื่อจะมาทำโพสต์
งานจะจัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 2 – 4 กรกฎาคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลหนังดังกล่าว (วันที่ 1 - 12 กรกฎาคม)

High Society เป็นเรื่องที่เกิดจากชีวิตส่วนหนึ่งของอาทิตย์ ที่ผสมปนเปกันระหว่างความเป็นไทยกับความเป็นอเมริกัน โดยถ่ายทอดแง่มุมนี้ผ่านตัวอนันดา ซึ่งมาเล่นเป็นตัวเอง สำหรับรายละเอียดเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้ โปรดอ่านได้ที่นี่

High Society เคยได้รับการคัดเลือกเข้าโครงการ Thai Pitch ให้พบปะแหล่งทุนที่คานส์ในปีนี้ อ่านรายละเอียดได้ที่นี่ ทั้ง High Society และ Lunch เป็นโปรเจ็คไทยเรื่องแรกที่ได้รับการคัดเลือกเข้า "ปารีสโปรเจ็ค" นี้




Lunch โดย อโนชา สุวิชากรพงษ์ เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจ็คหนังสั้น 3 เรื่อง ที่เกิดจากผู้กำกับหญิงสามคนจากสามประเทศ จะทำหนังสั้นคนล่ะตอนเพื่อที่จะเอามารวมกัน ภายใต้แนวคิดเรื่องความรักและความสัมพันธ์ซับซ้อนอันเกิดจากมัน ดูรายละเอียดของ Lunch ได้ที่นี่

โครงการที่ได้รับการคัดเลือกทั้งหมดมีดังต่อไปนี้

Development Projects

82 Days in April, by Bart Van den Bempt / Belgium / Serendipity Films
Ayaz, by Dersu Yavuz Altun / Turkey / Yeniden Film
Cerro Bayo, by Victoria Galardi / Uruguay / Miggel & Sun
Corps Diplomatique, by Nadia Fares / Switzerland / Dschoint Ventschr Filmproduktion
Croma?on, by Charles McDougall / Argentina / WOW Film
D?j? Vu Cities, by Atsushi Funahashi / Japan / Office Kitano
Eau de Linda (Linda's Water), by Daniel Hiquet / Belgium / NewArt Productions
Foujita / Japan / PaxEterna Ltd.
High Society, by Aditya Assarat / Thailand / Pop Pictures Co. Ltd.
Macho, by Nariman Turebayev / Kazakhstan / Pocket Agency
Moskvich, My Love (Moskvich, Im Ser), by Aram Shahbazyan / Armenia / Golden Apricot FCD
Passerby (Ala Etareeq), by Kamal Aljafari / Germany / MediaConsult
Sultan Mutfakta (Sultan's Kitchen), by Umit Unal / Turkey / Gu-Film

Post-production Project

- Can Go Through Skin by Esther Rots / Netherlands / NFI Productions & Rots Filmswerk
- Breakfast, Lunch, Dinner by Peng Shan, Anocha Suwichakornpong, Eva Tang / Singapore - China Thailand / Wormwood Films (half an hour will be shown – the part directed by A. Suwichakornpong)